ประเทือง ใบเนียม


วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การศึกษา :
ป.วส.เกษตรกรรม วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี
สส.บ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นนทบุรี
ค.บ. วิทยาลัยครูเทพสตรี ลพบุรี
วท.ม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร

นักศึกษา ประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษา การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

งานในหน้าที่ ปีการศึกษา 2552 :
1. ปฏิบัติงานสอนวิชาเกษตรกรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น -มัธยมศึกษาตอนปลาย
1.1 วิชา ง 30243 การปลูกไม้ดอกประดับ ชั้น ม.2 (เพิ่มเติม)
1.2 วิชา ง 30245 การผลิตพันธ์ไม้ ชั้น ม.2 (เพิ่มเติม)
1.3 วิชา ง 40105 งานเกษตร ชั้น ม.4-6
1.4 วิชา ง 40242 การปลูกผัก ชั้น ม. 4 (เพิ่มเติม)
2. ปฏิบัติการสอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2.1 ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้น ม. 3
2.2 ลูกเสือวิสามัญ ชั้น ม. 4
2.3 กิจกรรมชุมนุมพัฒนาผู้นำ
3. งานครูประจำชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5
งานพิเศษ :

1. หัวหน้ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
2. รองหัวหน้ากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
3. รองหัวหน้าครูเวรวันพุธ
4. กรรมการพัฒนาวิชาการ
5. งานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย


วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรหัสวิชา ง 30243 ชื่อวิชา การปลูกไม้ดอกประดับน้ำหนัก 2 หน่วย จำนวนชั่วโมงเต็ม 80 ชั่วโมง จำนวนชั่วโมงต่อ/สัปดาห์ 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายประเทือง ใบเนียม
1. เข้าใจความมุ่งหมายของการเรียนวิชา ง 30243 การปลูกไม้ดอกประดับ
2. เข้าใจความหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของไม้ดอกประดับ
3. จำแนกประเภทของไม้ดอกประดับได้
4. บอกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกประดับได้
5. อธิบายลักษณะพันธุ์ของไม้ดอกประดับได้
6. สามารถขยายพันธุ์ไม้ดอกประดับได้
7. มีทักษะเกี่ยวกับการเตรียมดินและอุปกรณ์ที่ใช้ปลูกไม้ดอกประดับ
8. เข้าใจและมีทักษะเกี่ยวกับการปลูกและดูแลรักษา ไม้ดอกประดับ
9. จัดเตรียมไม้ดอกประดับให้มีคุณภาพเพื่อการส่งจำหน่ายได้
10. คำนวณค่าใช้จ่าย กำหนดราคาขายและ การจัดจำหน่าย ไม้ดอกประดับได้
11. จดบันทึกการปฏิบัติงานการปลูกไม้ดอกประดับได้
12. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายการปลูกไม้ดอกประดับได้
13. ประเมินผลการปลูกไม้ดอกประดับได้

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
รหัสวิชา ง 30245 ชื่อวิชา การผลิตพันธุ์ไม้ น้ำหนัก 2 หน่วย จำนวนชั่วโมงเต็ม 80 ชั่วโมง จำนวนชั่วโมงต่อ/สัปดาห์ 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายประเทือง ใบเนียม
1. เข้าใจความหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของการขยายพันธุ์พืช
2. เลือกใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ในการขยายพันธุ์พืชได้เหมาะสม
3. มีทักษะในการขยายพันธุ์ได้เหมาะสมกับชนิดของพืช
4. สำรวจปัจจัยการผลิตและภาวการณ์ตลาดพันธุ์ไม้ได้
5. วางแผนการผลิตพันธุ์ไม้ได้
6. เลือกผลิตพันธุ์ไม้โดยวิธีการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศอย่างน้อย 3 วิธี
7. สามารถอนุบาลพันธุ์ไม้ได้
8. ปฏิบัติการปลูกพืชในภาชนะพร้อมกับการดูแลรักษาได้
9. คำนวณค่าใช้จ่าย กำหนดราคาขายและจัดจำหน่ายพันธุ์ไม้ได้
10. มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ไม้

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
วิชา ง 40242 การปลูกผัก ช่วงชั้นที่ 4 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 1 หน่วยการเรียน
ผู้สอน นายประเทือง ใบเนียม

1. บอกความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของการปลูกผักกับการดำรงชีวิตได้
2. บอกแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพื่อการปลูกผักได้
3. จำแนกประเภทของผักได้
4. วางแผนปลูกผักให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นได้
5. จัดเตรียมเครื่องมือ ใช้และดูแลรักษาเครื่องมือเกษตรเพื่อการปลูกผักได้
6. ปฏิบัติการเตรียมดินปลูกผักและปลูกผักได้อย่างน้อย 2 ชนิด
7. สามารถขยายพันธุ์ผักได้
8. ปฏิบัติการดูแลรักษาและป้องกันกำจัดศัตรูผักได้
9. จดบันทึกการปฏิบัติงานการปลูกผักได้
10. สามารถคำนวณค่าใช้จ่าย กำหนดราคาขายและจัดจำหน่ายผักได้
11. จัดทำบัญชีรายรับ – จ่ายและประเมินผลการปลูกผักได้

กิจกรรมเสนอแนะ/ ภาระงาน
1. วางแผน สำรวจตลาด เขียนโครงการปลูกผัก
2. ค้นคว้าทำรายงานเกี่ยวกับผักที่ปลูก
3. ปลูกผัก 1-2 ชนิด ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวจำหน่าย
4. จดบันทึกการปฏิบัติงาน สรุปผลรายรับรายจ่าย
5. จดบันทึกบทเรียนลงสมุด ทำแบบฝึกหัด
6. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำอุปกรณ์เกษตรต่าง ๆ
7. สอบย่อย สอบกลางภาค และสอบปลายภาค

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
วิชา ง 40105 ‘งานเกษตร ช่วงชั้นที่ 4 จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 1 หน่วยการเรียน
ผู้สอน นายประเทือง ใบเนียม

1. เข้าใจความหมาย ความสำคัญและประโยชน์ของงานเกษตรกับการดำรงชีวิตได้
2. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตพืชผักได้
3. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตพืชไร่-นาได้
4. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตพืชสมุนไพรได้
5. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตไม้ดอกไม้ประดับได้
6. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตไม้ผลไม้ยืนต้นได้
7. เข้าใจวิธีการและสามารถขยายพันธุ์พืชโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพได้
8. เข้าใจวิธีการและสามารถผลิตสัตว์เศรษฐกิจเชิงระบบได้
9. เข้าใจวิธีการและสามารถนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ได้
10. เข้าใจวิธีการและสามารถประยุกต์การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาใช้
ในชีวิตประจำวันได้

กิจกรรมเสนอแนะ/ ภาระงาน
1. วางแผน สำรวจตลาด เขียนโครงการเกษตรที่นักเรียนถนัด หรือสนใจ
2. ค้นคว้าทำรายงานเกี่ยวกับโครงการที่เลือก
3. ปฎิบัติ ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวจำหน่าย
4. จดบันทึกการปฏิบัติงาน สรุปผลรายรับรายจ่าย
5. จดบันทึกบทเรียนลงสมุด และทำแบบฝึกหัด
6. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำอุปกรณ์เกษตรต่าง ๆ
7. สอบย่อย สอบกลางภาค และสอบปลายภาค
8. สำรวจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในท้องถิ่น

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนคืออะไร
เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่ม การเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริง การพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยอาจจัดเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายในการสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งสถานศึกษาจะต้องดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย มีรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน เสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งผู้สอนทุกคนต้องทำหน้าที่แนะแนวให้คำปรึกษาด้านชีวิต การศึกษาต่อและการพัฒนาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ
2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงาน โดยเน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น
เป้าหมาย
เป้าหมายในการจัด
1. ผู้เรียนได้ประสบการณ์ที่หลากหลาย เกิดความรู้ ความชำนาญ ทั้งวิชาการและวิชาชีพอย่างกว้างขวาง
2. ผู้เรียนค้นพบความสนใจ ความถนัด และพัฒนาความสามารถพิเศษเฉพาะตัว มองเห็นช่องทางในการสร้างงานอาชีพในอนาคตได้เหมาะสมกับตนเอง
3. ผู้เรียนเห็นคุณค่าขององค์ความรู้ต่างๆ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในการพัฒนาตนเองและประกอบสัมมาชีพ
4. ผู้เรียนพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ ค่านิยมในการดำเนินชีวิตและเสริมสร้างศีลธรรมจริยธรรม
5. ผู้เรียนมีจิตสำนึกและทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ

หลักการจัด
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีหลักการจัดดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
2. จัดให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความสนใจ ความถนัดและความสามารถของผู้เรียน
3. บูรณาการวิชาการกับชีวิตจริงให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
4. ใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ฝึกให้คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์จินตนาการที่เป็นประโยชน์และสัมพันธ์กับชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง
5. จำนวนสมาชิกมีความเหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรม
6. มีการกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถานศึกษา
7. ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ มีครูเป็นที่ปรึกษา
8. ยึดหลักการมีส่วนร่วมโดยเปิดโอกาสให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
9. มีการประเมินผลการจัดกิจกรรม โดยวิธีการที่หลากหลาย และสอดคล้องกับกิจกรรมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยถือว่าเป็นเกณฑ์ประเมินของการผ่านช่วงชั้นเรียน

กิจกรรมที่ทำในรอบปี


กิจกรรมลูกเสือ ตอน "เสียงนกหวีด"

@ สัญญาณนกหวีด @เมื่อลูกเสืออยู่รวมกันในกรณีพิเศษหลายๆกอง หรืออยู่ปะปนกับประชาชน หรือเมื่อไปเดิน ทางไกลและอยู่ค่ายพักแรมแต่ลำพัง หน่วยลูกเสือต่าง ๆ ที่มาร่วมกันหรือกองลูกเสืออาจจัดให้ใช้ สัญญาณนกหวีดก็ได้ ในการนี้ให้ใช้สัญญาณนกหวีดของลูกเสือตามที่ระบุไว้ในคู่มือสัญญาณนกหวีด ของลูกเสือ สำหรับการฝึกประจำวันก็ดี ในโอกาสที่อยู่ห่างไกลจากลูกเสือก็ดี ผู้บังคับบัญชาลูกเสืออาจ ใช้สัญญาณนกหวีดในการบังคับคับแถวลูกเสือดังนี้1) หวีดยาว 1 ครั้ง ( ---- ) ถ้าเคลื่อนที่อยู่ ให้หยุด ถ้าหยุดอยู่ให้ถือว่าเป็นสัญญาาณเตือน,เตรียมตัว หรือคอยฟังคำสั่ง2) หวีดยาว 2 ครั้ง (---- ---- ) เดินต่อไป,เคลื่อนที่ต่อไป,ทำงานต่อไป3) หวีดสั้น 1 ครั้ง หวีดยาว 1 ครั้ง สลับกันไป ( _ ---- _ ---- ) เกิดเหตุร้าย เรื่องฉุกเฉิน4) หวีดสั้น 3 ครั้ง หวีดยาว 1 ครั้ง ติดต่อกันไป ( _ _ _ ---- _ _ _ ----) เรียกนายหมู่มารับคำสั่ง5) หวีดสั้นติดกันหลายๆครั้ง ( _ _ _ _ _ _ ) ประชุม,รวม6) หวีดยาว 3 ครั้ง หวีดสั้น 1 ครั้ง ( --- --- --- _ ) หมายเหตุ!! เมื่อจะใช้สัญญาณที่ 2 , 3 , 4 , 5 ให้ใช้สัญญาณ 1 ก่อนทุกครั้ง

http://my.dek-d.com/Anarya/diary/?day=2007-06-27

ข้อสอบวิชา 1065703 การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ (ผ.ศ.สมคิด ดวงจักร์)

1. ท่านสามารถประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในองค์กรของท่านได้อย่างไร บอกกรอบความคิด ขั้นตอน ผลกระทบให้เห็นกระบวนการคิดของท่านทั้งระบบ

ตอบ ในหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ คือ โรงเรียนสายธรรมจันทร์ มีการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการทำงานเพื่อให้งานมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง โดยการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลเบื้องต้น ของบุคลากร และนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยยึดหลักการบริหารแบบ ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ( School base management) ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการiสารสนเทศของโรงเรียน ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคลากรทุกคนให้เป็นปัจจุบัน โดยขอความร่วมมือจากครูประจำชั้นรวบรวม คัดกรองให้ถูกต้อง ก่อนนำข้อมูลมาจัดระบบสารสนเทศ และสามารถประมวลผลตามที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งแสดงเป็นกรอบความคิดได้ ดังนี้
จากกรอบความคิดดังกล่าวจะเห็นว่าระบบสารสนเทศของโรงเรียนจะเป็นส่วนสำคัญในการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมาก ปัจจุบันโรงเรียนมีบุคลากรทั้งสิ้น 2,000 คนเศษ แต่มีเจ้าหน้าที่ทำงานสารสนเทศประมาณ 5 คน ที่ทำหน้าที่กรอกข้อมูล และจัดระบบสารสนเทศ ตรวจสอบติดตามและรายงานผลแก่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการประมวลผลข้อมูล ร่วมกับการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการบริหารจัดการ รวมทั้งระบบบริหารทั้ง 4 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายบริหารวิชาการ ได้แก่ งานด้านทะเบียน วัดผล การเทียบโอนหน่วยกิต และการบริหารหลักสูตร เป็นต้น
2. ฝ่ายบริหารงบประมาณ ได้แก่ งานด้านทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการศึกษา เช่น การเงิน พัสดุ ภาษี
3. ฝ่ายบริหารบุคคล ได้แก่ การรวบรวมประวัติครู นักการภารโรง เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน เป็นต้น
4. ฝ่ายบริหารทั่วไป ได้แก่ งานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุนความเป็นอยู่ของบุคลากรในโรงเรียน เช่น อาคาร สิ่งก่อสร้าง เครื่องอุปโภค บริโภค เป็นต้น
ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวข้างต้นล้วนปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องอาศัยข้อมูลจากระบบสารสนเทศ ในการวางแผน จัดการ กำกับติดตาม และประเมินผล ตลอดจนการเชื่อมต่อข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบสารสนเทศ ถึงแม้จะมีประโยชน์หลายประการดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันยังช่วยประหยัดกระดาษและหมึกพิมพ์ในการทำเอกสาร แต่ผลเสียก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เป็นต้นว่า ถ้าในกรณีไฟฟ้าดับ การเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ได้ หรือเครื่องตัวแม่(Saver) ถูกเจาะข้อมูลลับหรือจำเป็นบางอย่างเกิดการสูญเสีย ไวรัสเข้าทำให้การทำงานล่าช้า ข้อมูลถูกทำลาย ก็จะทำให้งานง่าย ๆ กลายเป็นงานยากไปเลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบสารสนเทศควรมีความรอบคอบ หมั่นตรวจสอบและต้องไม่ประมาท ข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลอาจเกิดการผิดพลาดเนื่องจากการใส่ข้อมูล หรือการสั่งการผิดก็จะผิดพลาดทั้งระบบ เพราะฉะนั้นไม่ควรจะเชื่อคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ควรตรวจสอบเองบ้างจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด


2. ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำแผนแม่บทด้านไอซีที (ICT) ฉบับที่ 2 ของรัฐบาลไทย จงสังเคราะห์ความรู้จากแผนแม่บทมาเป็นอรรถาธิบายให้แจ้งชัด
ตอบ เห็นด้วยกับแผนแม่บทด้าน ICT ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552 – 2554) ของรัฐบาลไทย เพราะจากการวิเคราะห์แผนแม่บทฉบับนี้จะพบว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกิจการต่าง ๆ มีผลกระทบเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เช่น การโจรกรรมข้อมูล การดัดแปลงหรือปลอมแปลงข้อมูล การแพร่หนอนและไวรัสคอมพิวเตอร์ การบุกรุกและโจมตีระบบเครือข่าย ซึ่งสร้างความความเสียหายมูลค่ามหาศาลเนื่องจากความสำคัญของข้อมูล มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของบุคคล/องค์กร/ประเทศ
ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการลดความเสี่ยงต่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้แก่ การมีนโยบาย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสำหรับองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนผู้ใช้งานระบบและเครือข่ายทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดขอบเขตหรือข้อกำหนดในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคอมพิวเตอร์และเครือข่ายให้กับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในฐานะที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐที่รับผิดชอบทางด้านนโยบายและแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ จึงควรมีการจัดทำนโยบาย แผนแม่บทการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย (ICT Security) สำหรับประเทศไทย เพื่อเป็นกรอบ แนวทางให้องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ใช้ระบบทั่วไป นำไปบังคับใช้ เพื่อให้ข้อมูลและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของประเทศมีความมั่นคงและปลอดภัยโดยรวม วัตถุประสงค์ ในการจัดทำแผนแม่บท เพื่อสำรวจแนวทางการจัดทำแผนแม่บทความมั่นคงปลอดภัยด้านไอซีทีแห่งชาติ National ICT Security Plan Best Practices จากประเทศในต่างประเทศชั้นนำ เพื่อสำรวจและวิเคราะห์สถานภาพปัจจุบันของประเทศไทยด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อกำหนดกรอบนโยบาย แนวทางดำเนินการ และมาตรการเพื่อการบริหารจัดการ ICT Security ของประเทศ และ เพื่อจัดทำแนวทางบริหารจัดการดำเนินการเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยด้านไอซีทีของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดมีแผนแม่บท ICT Security แห่งชาติ เพื่อให้ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีความปลอดภัย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและสังคมมีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่ได้กำหนด และอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่ายต้องมีการจัดมาตรฐานความปลอดภัย มีโครงสร้างองค์กรที่รับผิดชอบในเรื่อง ICT Security แห่งชาติ ในการผลักดันให้เป็นไปตามแผน


3. ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการใช้กระบวนการทางกฎหมาย (กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมในสังคมจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด จงอภิปรายถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องให้เห็นเป็นรูปธรรม
ตอบ เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมในสังคมจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เพราะเราจะพบว่า ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ามามีบทบาท และทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามลำดับต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็มีแนวโน้มขยายวงกว้างและทวี ความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยขอสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้เป็นด้าน ๆ ดังนี้
1. ความผิดสำหรับแฮคเกอร์ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สรุปได้ดังนี้ 1.1 ผู้ที่เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่สร้างระบบป้องกันไว้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่ถ้าเจาะเข้าไปถึงข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ด้วย โทษจะเพิ่มเป็น 2 เท่า 1.2 ผู้ที่เผยรหัส (password) ที่ตัวเองรู้มา สำหรับเพื่อใช้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
1.3 ผู้ที่ดักจับข้อมูลที่เป็นส่วนตัว ซึ่งส่งถึงกันทางอินเทอร์เน็ต ทาง e-mail มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท
2. ความผิดสำหรับผู้ปล่อยไวรัสหรือหนอนคอมพิวเตอร์
2.1 ผู้ที่ทำลายข้อมูลหรือไปเปลี่ยนข้อมูลของผู้อื่นไม่ว่าด้วยวิธีการใด จะใช้ไวรัสหรือแอบเข้าไปทำลาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
2.2 การทำลายข้อมูลผู้อื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ประเภทคอมพิวเตอร์ควบคุมจราจร โทษสูงขึ้นเป็น จำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท ถ้ากระทบถึงความมั่นคงประเทศ โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุก 3 – 15 ปี ถ้าจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษจะหนักถึงจำคุก 10 – 20 ปี
3. ความผิดของผู้ที่ก่อกวนหรือแกล้งผู้อื่น
3.1 ผู้ที่ส่งเมล์ก่อกวนหรือโฆษณาขายสินค้าหรือขายบริการ ประเภท pop up หรือผู้ที่ส่งเมล์ขยะโดยที่ผู้รับไม่ต้องการ มีโทษปรับอย่างเดียว ไม่เกิน 100,000 บาท โทษฐานก่อความรำคาญ 3.2 ผู้ที่ส่งเมล์เป็นข้อมูลปลอม ข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น เป็นข่าวลือ ปล่อยข่าวให้เกิดความวุ่นวาย รวมถึงส่งภาพลามกอนาจารทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ได้รับแล้วส่งต่อด้วย มีโทษเท่ากันคือ จำคุกไมเกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
3.3 ผู้ที่ตัดต่อภาพของผู้อื่น แล้วนำเข้าเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย ต้องโทษจำคุกไม่กิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 600,000 บาท
4. ความผิดของผู้ให้บริการผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องเก็บรวมรวมข้อมูลของผู้ใช้บริการอย่างน้อย 90 วัน เพื่อให้สามารถหาตัวผู้ใช้บริการ สำหรับให้ตรวจสอบได้ มิฉะนั้นผู้ให้บริการจะต้องรับโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท การกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ แม้จะกระทำในรอกราชอาณาจักร ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างด้าว ถ้าเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องยอมรับโทษตามกฎหมายนี้ด้วย
เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่ดีมีประโยชน์ เพราะทำให้ประเทศไทยได้ชื่อเสียงว่ามีกฎหมายด้านการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกับอารยประเทศทั้งหลาย ช่วยป้องปรามให้เกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์น้อยลง และช่วยให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ควรออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น และควรปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นการย้ำเตือนให้ผู้ที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต เพิ่มความระมัดระวังเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมจริยธรรม ช่วยกันแจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คนชั่ว มีโอกาสทำอะไรที่ขัดต่อศีลธรรมจรรยาที่ควรจะเป็น